คนเราสามารถมองเห็นสิ่งต่างๆ ได้ก็เพราะว่า แสงไปกระทบกับวัตถุแล้วสะท้อนเข้าสู่นัยน์ตาของเราผ่านทาง กระจกตา รูม่านตา แก้วตา แล้วไปตกลงบนจอตา ตามลำดับ โดยเซลล์รับภาพที่จอตาจะรับภาพมา ในลักษณะของภาพหัวกลับ แล้วส่งสัญญาณที่ได้รับไปตามเส้นประสาทสู่สมองส่วนท้ายทอย จากนั้นสมองจะทำหน้าที่แปลภาพหัวกลับที่ถูกส่งมาให้กลายเป็นภาพหัวตั้งตามเดิมของสิ่งที่ได้มองเห็น
ภาพจาก : http://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/8/8e/PhotochromicLens.jpg
คุำณคงเคยเห็นแว่นตาที่มีเลนส์เปลี่ยนสีได้เองจากแว่นใสกลายเป็นสีเข้มเมื่อออกไปถูกแสงแดด และเปลี่ยนกลับจากสีเข้มเป็นใสอีกครั้งเมื่อเข้ามาในที่ร่ม ที่สามารถทำได้ก็เพราะว่าแว่นตาชนิดดังกล่าว ใช้เลนส์ประเภทที่เรียกว่า Photochromic Lens ทำให้เลนส์ปรับเปลี่ยนสีได้ ซึ่งมีความไวต่อแสงดังเช่น แสงอัลตราไวโอเลต (Ultraviolet) โดยเลนส์มีลักษณะทั่วไปดังนี้- ขณะที่อยู่ในบ้าน ได้รับแสงสว่างอย่างปกติจากหลอดไฟ หรือจากแสงสว่างเวลากลางวันในบ้าน ซึ่งมีรังสีอัลตราไวโอเลตน้อย กระจกหรือเลนส์แว่นตาก็จะมีสีขาวใส หรือสีเทาอ่อน
- เมื่อออกไปอยู่นอกบ้านที่มีแสงแดดจ้า รังสีอัลตราไวโอเลตในแดดจ้า ก็จะทำให้กระจกหรือเลนส์แว่นตาเปลี่ยนเป็นสีเข้มหรือดำของแว่นกันแดด
ข้อมูลจาก : http://ecurriculum.mv.ac.th/library2/magazine/update/chaiyakupt-30.htm
ความผิดปกติของสายตา เกิดขึ้นเพราะส่วนประกอบของนัยน์ตาทีลักษณะผิดปกติ ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการมองเห็นไม่ชัดได้ ตาพร่าได้ ที่พบบ่อยได้แก่
1.สายตาสั้น คือ การที่มองเห็นเฉพาะสิ่งที่อยู่ใกล้ๆ สิ่งที่อยู่ไกลจะเห็นไม่ชัด
1.สายตาสั้น คือ การที่มองเห็นเฉพาะสิ่งที่อยู่ใกล้ๆ สิ่งที่อยู่ไกลจะเห็นไม่ชัด
- สาเหตุ เกิดจากลูกตามีความยาวมากกว่าปกติ ทำให้ระยะระหว่างแก้วตา และจอตาอยู่ห่างกันเกินไป ทำให้ภาพของสิ่งที่มองตกก่อนจะถึงจอตา
- การแก้ไข ใส่แว่นตาที่ทำด้วยเลนส์เว้า เพื่อช่วยหักเหแสงให้ลงที่จอตาพอดี
2. สายตายาว คือ การที่มองเห็นเฉพาะสิ่งที่อยู่ไกลๆ สิ่งที่อยู่ใกล้จะเห็นไม่ชัด
- สาเหตุ เกิดจากลูกตามีความสั้นกว่าปกติ หรือผิวของแก้วตาโค้งนูนน้อยเกินไป ทำให้ภาพของสิ่งที่มองตกเลยจอตาไป ทำให้มองเห็นภาพใกล้ๆไม่ชัดเจน
- การแก้ไข ใส่แว่นตาที่ทำด้วยเลนส์นูน เพื่อช่วยหักเหแสงให้ลงที่จอตาพอดี
3. สายตาเอียง คือ การที่มองเห็นบิดเบี้ยวจากรูปทรงที่แท้จริง บางคนมองเห็นภาพในแนวดิ่งชัด แต่มองภาพในแนวระดับมองไม่ชัด เช่น มองดูนาฬิกา เห็นเลข 3,9 ชัด แต่เห็นเลข 6,12 ไม่ชัด
- สาเหตุ ส่วนใหญ่เกิดจากความโค้งนูนของแก้วตาไม่สม่ำเสมอ จอตาจึงรับภาพได้ไม่ชัดเจนเท่าทุกแนว
- การแก้ไข ใส่แว่นตาเลนส์พิเศษ รูปกาบกล้วย หรือรูปทรงกระบอก แก้ไขภาพเฉพาะส่วนที่ตกนอกจอตา ให้ตกลงบนจอตาให้หมด
4. ตาส่อน ตาเอก ตาเข ตาเหล่
ตาส่อนและตาเอก หมายถึง คนที่มีตาดำสองข้างอยู่ในตำแหน่งไม่ตรงกัน ถ้าเป็นมากขึ้นเรียกว่า ตาเข และถ้าตาเขมากๆ เรียกว่า ตาเหล่ ซึ่งจะมองเห็นภาพเดียวกันเป็น 2 ภาพ เพราะภาพจาก ตาสองข้างทับกัน ไม่สนิท
ตาส่อนและตาเอก หมายถึง คนที่มีตาดำสองข้างอยู่ในตำแหน่งไม่ตรงกัน ถ้าเป็นมากขึ้นเรียกว่า ตาเข และถ้าตาเขมากๆ เรียกว่า ตาเหล่ ซึ่งจะมองเห็นภาพเดียวกันเป็น 2 ภาพ เพราะภาพจาก ตาสองข้างทับกัน ไม่สนิท
- สาเหตุ ส่วนใหญ่เกิดจากกล้ามเนื้อบางมัดที่ใช้กลอกตา อ่อนกำลัง หรือเสียกำลังไป กล้ามเนื้อมัดตรงข้าม ยังทำงานปกติ จะดึงลูกตาให้เอียงไป ทำให้สมองไม่สามารถบังคับตาดำให้มองไป ยังสิ่งที่ต้องการ เหมือนลูกตาข้างที่ดีได้
- การแก้ไข ควรปรึกษา จักษุแพทย์ในระยะที่เริ่มเป็น แพทย์อาจรักษาโดยการใช้แว่นตา หรือฝึกกล้ามเนื้อที่อ่อนให้ทำงานดีขึ้น หรืออาจรักษาโดยการผ่าตัด
ภาพจาก : http://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/6/65/Eye_iris.jpg
นัยน์ตา หรือที่เราเรียกสั้นๆ ว่า ตา เป็นอวัยวะที่ช่วยให้เรามองเห็นสิ่งต่างๆได้ ตามีส่วนประกอบ 2 ส่วน คือส่วนประกอบภายนอกตา ได้แก่
- คิ้ว ทำหน้าที่ป้องกันมิให้เหงื่อไหลเข้าตา
- ขนตา ช่วยป้องกันไม่ให้ฝุ่นละอองเข้าตา
- หนังตา ทำหน้าที่ช่วยปิดเปิดเพื่อรับแสงและควบคุมปริมาณของแสงสู่นัยน์ตา ป้องกันอันตรายที่จะเกิดกับตาและหลับตา เพื่อให้นัยน์ตาได้พักผ่อน นอกจากนี้การกระพริบตายังจะช่วยรักษาให้นัยน์ตาชุ่มชื้นอยู่เสมอ โดยปกติคนเรากระพริบตา 25 ครั้ง / นาที
- ต่อมน้ำตา เป็นต่อมเล็กๆ อยู่ใต้หางคิ้ว ต่อมนี้จะขับน้ำตา มาหล่อเลี้ยงอยู่ตลอดเวลา น้ำตาส่วนใหญ่จะระเหยไปในอากาศ ส่วนที่เหลือระบายออกที่รูระบายน้ำตา ซึ่งอยู่ที่หัวตา รูนี้เชื่อมกับท่อน้ำตาที่ต่อไปถึงในจมูก ถ้าต่อมน้ำตาขับน้ำตาออกมามาก เช่นเมื่อร้องไห้ น้ำตาจะถูกระบายออกที่รูระบายน้ำตา และเข้าไป ในจมูก ทำให้คัดจมูกได้
- ตาขาว (Sclera) คือส่วนสีขาวของนัยน์ตา ประกอบด้วยเนื้อเยื่อเหนียวไม่ยืดหยุ่นแต่แข็งแรง ทำหน้าที่หุ้มลูกตาไว้ ด้านหลังลูกตา มีกล้ามเนื้อยืดอยู่ 6 มัด ทำให้กลอกตาไปทางซ้ายขวา หรือขึ้น-ลงได้ ผนังด้านหน้าของลูกตาเป็นเนื้อเยื่อใสเรัยกว่า กระจกตา (Cornea) ซึ่งหากมีจุดหรือรอยถลอกเพียงเล็กน้อยจะรบกวน การมองเห็น และทำให้เคืองตาได้มากถ้าเป็นฝ้าขาวทำให้ตาบอดได้
- ตาดำ คือส่วนที่เป็น ม่านตา (Iris) มีลักษณะเป็นกล้ามเนื้อยืดหดได้และมีสีตามชาติพันธุ์ คนไทยส่วนใหญ่มีตาสีน้ำตาลเข้ม ดูเผินๆ คล้ายสีดำ จึงเรียกว่าตาดำ ตรงกลางม่านตามีรูกลม เรียกว่า รูม่านตา (Pupil) ซึ่งเป็นทางให้แสงผ่านเข้าทำให้เข้ารูม่านตาได้เหมาะ คือถ้าเราอยู่ในที่สว่างมาก ม่านตาจะหดแคบ รูม่านตาก็จะเล็กลง ทำให้แสงผ่านเข้าลูกตาได้น้อยลง เราจึงต้องทำตาหรี่ หรือหรี่ตาลง ถ้าอยู่ในที่สว่างน้อย ม่านตาจะเปิดกว้าง ทำให้แสงผ่านเข้าตาได้มากและทำให้มองเห็นภาพได้ชัดเจนขึ้น เราจึงต้องเบิกตากว้าง
- แก้วตา (Lens) อยู่หลังรูม่านตา มีลักษณะเป็นแผ่นใสๆ เหมือนแก้ว คล้ายเลนส์นูนธรรมดา มีเอ็นยึดแก้วตา (Ciliary muscle) ยึดระหว่าง แก้วตาและกล้ามเนื้อ และกล้ามนี้ยึดอยู่โดยรอบที่ขอบของแก้วตา กล้ามเนื้อนี้ทำหน้าที่ปรับแก้วตาให้โค้งออกมาเมื่อมาเมื่อมองภาพในระยะใกล้ และปรับแก้วตาให้แบนเมื่อมองในระยะไกล ทำให้มองเห็นภาพ ได้ชัดเจนทุกระยะ
- จอตา หรือฉากตา (Ratina) อยู่ด้านหลังแก้วตา มัลักษณะเป็นผนังที่ประกอบด้วยใยประสาทซึ่งไวต่อแสง เซลล์ของประสาทเหล่านี้ทำหน้าทั่เป็น จอรับภาพตามที่เป็นแล้วส่งความรู้สึกผ่านเส้นประสาทตา ซึ่งทอดทะลุออกทางหลังกระบอกตาโยงไปสู่สมอง เพื่อแปลความหมายให้เกิดความรู้สึกเห็นภาพ ทำให้เรารู้ว่าเรามองภาพอะไรอยู่
ภาพจาก : http://www.indisain.com/download/Work_49,14666.0694d06975/
- เปรียบเทียบกับคนอื่นเช่น การนั่งดูโทรทัศน์ คนอื่นนั่งดูห่างจอทีวีเท่ากันกับตัวเรา เขามองเห็นชัดแต่เราเห็นไม่ชัด ต้องเลื่อนเข้าหรือถอยออกจึงจะเห็นชัด
- มีคนทักเราว่าเวลาจะดูอะไรทำไมต้องหรี่ตา หรือทำไมเราจำเขาไม่ได้ ไม่ยอมทักทายเขา
- เด็กๆ เวลามองดูอะไร ต้องก้มจนชิด หรือหรี่ตา บางคนอาจจะเอียงหน้า กระพริบตาบ่อยๆ นั่งดูโทรทัศน์ นั่งชิดจอมากกว่าเด็กคนอื่นๆ
- อ่านหนังสือไม่ทน ใช้สายตาแล้ว แสบตา น้ำตาไหล ปวดหัว ปวดเบ้าตา มึนศีรษะ คลื่นไส้ สู้แสงไม่ได้
ภาพจาก : http://www.indisain.com/download/Education_13,3001.186cd81888/
นพ.เทิดศักดิ์ พงษ์ศศิธร จักษุแพทย์ประจำโรงพยาบาลนครปฐมกล่าวว่า สาเหตุของปัญหาสายตาสั้นตั้งแต่กำเนิดนั้นมีอยู่ 3 ปัจจัยคือ กรรมพันธุ์ สิ่งแวดล้อม และการที่เด็กคลอดก่อนกำหนด
โดย ปัจจัยด้านกรรมพันธุ์นั้น หากพ่อหรือแม่สายตาสั้น โอกาสที่ลูกจะสายตาสั้นตั้งแต่กำเนิดมีเพียง 8-10 เปอร์เซ็นต์ แต่หากพ่อและแม่สายตาสั้นทั้งคู่ ลูกจะมีโอกาสสายตาสั้นตั้งแต่กำเนิดมากถึง 50 เปอร์เซ็นต์
สำหรับ ประเด็นเรื่องสิ่งแวดล้อม ระหว่างที่แม่ตั้งครรภ์นั้นหากมีอาการแพ้ท้อง รับประทานอาหารไม่ค่อยได้ หรือทานอาหารที่ไม่มีประโยชน์ ไม่ค่อยได้ทานโปรตีนก็มีส่วนทำให้เด็กสายตาสั้นตั้งแต่กำเนิดเช่นกัน
แม้ว่าสายตาของเด็กที่เพิ่งคลอดมาใหม่ๆจะมองไม่ค่อยชัดอยู่แล้ว แต่เมื่ออายุครบขวบปีแรกสายตาจะปรับและสามารถมองไกลได้มากขึ้น
ลักษณะ 5 ประการที่พ่อและแม่พึงสังเกตว่าลูกสายตาสั้นหรือไม่คือ
- เด็กชอบหยีตาเวลามอง เพราะการทำตาหยีจะทำให้หาจุดโฟกัสง่ายขึ้น มองภาพได้ชัดเจนมากขึ้น
- ชอบดูภาพและในระยะใกล้จนเกินไป
- มีอาการแสบตา
- เรียนไม่รู้เรื่องเพราะมองไม่เห็น
- ปวดศีรษะ และแสบตา
อย่างไรก็ดีเรื่องสายตาสั้นตั้งแต่กำเนิดนั้น แม้ว่าส่วนหนึ่งอาจมาจากกรรมพันธุ์ แต่ปัจจัยอื่นที่ทำให้ลูกต้องใส่แว่นตั้งแต่ยังเล็กมากนั้น ต้องอาศัยการดูแลเอาใจใส่ของพ่อแม่ และหมั่นสังเกตพฤติกรรมของลูกทุกช่วงอายุ
หากลูกมีพฤติกรรมที่ผิดปกติ ควรพามาพบแพทย์ทันที เพราะหากเด็กสายตาสั้นมากในระยะมากกว่า 600 ขึ้นไป ต้องตรวจจอประสาทตา เพราะอาจเกิดวุ้นน้ำตาเสื่อมและจอประสาทตาลอกตามมาได้
ที่มา: หนังสือพิมพ์ASTVและหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ
ข้อมูลจาก : http://www.thaihealth.or.th/node/6832
สำำหรับผู้ที่ต้องทำงานกับคอมพิวเตอร์เป็นประจำอาจเคยรู้สึกทุกข์ทรมานกันมาบ้าง กับอาการปวดตา ปวดหลัง ปวดไหล่ แถมบางคนมีอาการตาแห้ง ตาเจ็บ มองจอภาพเบลอ และรู้สึกแสบตากับแสงจากห้าจอ ลามปามปวดเมื่อยจากหลังไปถึงไหล่ ไหล่ไปถึงคอ จนทำงานไม่สบาย
อาการเหล่านี้ เป็นผลมาจาก การใช้สายตา จ้องที่จอภาพนานๆ จนทำให้เกิดความตึงเครียด (Computer Eye Strain) นั่นเอง วิธีแก้ไขไม่ให้อาการเจ็บปวดทุกข์ทนจากการทำงาน ซึ่งหน่วยงาน Prevent Blindness America แห่ง สหรัฐอเมริกา ได้แนะนำวิธีแก้ไขอาการง่ายๆ ด้วยตัวเอง ดังนี้
ข้อมูลจาก : http://www.saranair.com/article.php?sid=4200
อาการเหล่านี้ เป็นผลมาจาก การใช้สายตา จ้องที่จอภาพนานๆ จนทำให้เกิดความตึงเครียด (Computer Eye Strain) นั่นเอง วิธีแก้ไขไม่ให้อาการเจ็บปวดทุกข์ทนจากการทำงาน ซึ่งหน่วยงาน Prevent Blindness America แห่ง สหรัฐอเมริกา ได้แนะนำวิธีแก้ไขอาการง่ายๆ ด้วยตัวเอง ดังนี้
- วางจอภาพ ให้ต่ำกว่า ระดับสายตา และห่างจากตาประมาณ 20-26 นิ้ว
- ปรับลดแสงจ้า และกระจกสะท้อนแสงของจอภาพ การใช้แผ่นกรองแสง จะช่วยลดอาการแสบตา ได้อีกทางหนึ่ง
- ลุกขึ้นยืดเส้นยืดสาย และพักสายตาบ่อยๆ ถ้าเป็นไปได้ ควรคั่นงาน ใช้เครื่อง
- จับกระดาษยกเอกสาร ไว้ระดับเดียวกับหน้าจอ เพื่อไม่ต้องก้มดูเอกสาร ซึ่งจะลดอาการปวดคอ หลัง และไหล่ได้
- ใช้น้ำตาเทียม เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้ดวงตา
ข้อมูลจาก : http://www.saranair.com/article.php?sid=4200
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)














