ภาพจาก : http://www.indisain.com/download/People_336,9055.fec9896366/

ความผิดปกติของสายตา เกิดขึ้นเพราะส่วนประกอบของนัยน์ตาทีลักษณะผิดปกติ ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการมองเห็นไม่ชัดได้ ตาพร่าได้ ที่พบบ่อยได้แก่

1.สายตาสั้น
คือ การที่มองเห็นเฉพาะสิ่งที่อยู่ใกล้ๆ สิ่งที่อยู่ไกลจะเห็นไม่ชัด
  • สาเหตุ เกิดจากลูกตามีความยาวมากกว่าปกติ ทำให้ระยะระหว่างแก้วตา และจอตาอยู่ห่างกันเกินไป ทำให้ภาพของสิ่งที่มองตกก่อนจะถึงจอตา
  • การแก้ไข ใส่แว่นตาที่ทำด้วยเลนส์เว้า เพื่อช่วยหักเหแสงให้ลงที่จอตาพอดี
2. สายตายา คือ การที่มองเห็นเฉพาะสิ่งที่อยู่ไกลๆ สิ่งที่อยู่ใกล้จะเห็นไม่ชัด
  • สาเหตุ เกิดจากลูกตามีความสั้นกว่าปกติ หรือผิวของแก้วตาโค้งนูนน้อยเกินไป ทำให้ภาพของสิ่งที่มองตกเลยจอตาไป ทำให้มองเห็นภาพใกล้ๆไม่ชัดเจน
  • การแก้ไข ใส่แว่นตาที่ทำด้วยเลนส์นูน เพื่อช่วยหักเหแสงให้ลงที่จอตาพอดี
3. สายตาเอีย คือ การที่มองเห็นบิดเบี้ยวจากรูปทรงที่แท้จริง บางคนมองเห็นภาพในแนวดิ่งชัด แต่มองภาพในแนวระดับมองไม่ชัด เช่น มองดูนาฬิกา เห็นเลข 3,9 ชัด แต่เห็นเลข 6,12 ไม่ชัด
  • สาเหตุ ส่วนใหญ่เกิดจากความโค้งนูนของแก้วตาไม่สม่ำเสมอ จอตาจึงรับภาพได้ไม่ชัดเจนเท่าทุกแนว
  • การแก้ไข ใส่แว่นตาเลนส์พิเศษ รูปกาบกล้วย หรือรูปทรงกระบอก แก้ไขภาพเฉพาะส่วนที่ตกนอกจอตา ให้ตกลงบนจอตาให้หมด
4. ตาส่อน ตาเอก ตาเข ตาเหล่
ตาส่อนและตาเอก หมายถึง คนที่มีตาดำสองข้างอยู่ในตำแหน่งไม่ตรงกัน ถ้าเป็นมากขึ้นเรียกว่า ตาเข และถ้าตาเขมากๆ เรียกว่า ตาเหล่ ซึ่งจะมองเห็นภาพเดียวกันเป็น 2 ภาพ เพราะภาพจาก ตาสองข้างทับกัน ไม่สนิท
  • สาเหตุ ส่วนใหญ่เกิดจากกล้ามเนื้อบางมัดที่ใช้กลอกตา อ่อนกำลัง หรือเสียกำลังไป กล้ามเนื้อมัดตรงข้าม ยังทำงานปกติ จะดึงลูกตาให้เอียงไป ทำให้สมองไม่สามารถบังคับตาดำให้มองไป ยังสิ่งที่ต้องการ เหมือนลูกตาข้างที่ดีได้
  • การแก้ไข ควรปรึกษา จักษุแพทย์ในระยะที่เริ่มเป็น แพทย์อาจรักษาโดยการใช้แว่นตา หรือฝึกกล้ามเนื้อที่อ่อนให้ทำงานดีขึ้น หรืออาจรักษาโดยการผ่าตัด
ข้อมูลจาก : http://www.pt.ac.th/ptweb/studentweb/body/arweb/c1/index.htm


ภาพจาก : http://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/6/65/Eye_iris.jpg

นัยน์ตา หรือที่เราเรียกสั้นๆ ว่า ตา เป็นอวัยวะที่ช่วยให้เรามองเห็นสิ่งต่างๆได้ ตามีส่วนประกอบ 2 ส่วน คือ

ส่วนประกอบภายนอกตา ได้แก่
  1. คิ้ว ทำหน้าที่ป้องกันมิให้เหงื่อไหลเข้าตา
  2. ขนตา ช่วยป้องกันไม่ให้ฝุ่นละอองเข้าตา
  3. หนังตา ทำหน้าที่ช่วยปิดเปิดเพื่อรับแสงและควบคุมปริมาณของแสงสู่นัยน์ตา ป้องกันอันตรายที่จะเกิดกับตาและหลับตา เพื่อให้นัยน์ตาได้พักผ่อน นอกจากนี้การกระพริบตายังจะช่วยรักษาให้นัยน์ตาชุ่มชื้นอยู่เสมอ โดยปกติคนเรากระพริบตา 25 ครั้ง / นาที
  4. ต่อมน้ำตา เป็นต่อมเล็กๆ อยู่ใต้หางคิ้ว ต่อมนี้จะขับน้ำตา มาหล่อเลี้ยงอยู่ตลอดเวลา น้ำตาส่วนใหญ่จะระเหยไปในอากาศ ส่วนที่เหลือระบายออกที่รูระบายน้ำตา ซึ่งอยู่ที่หัวตา รูนี้เชื่อมกับท่อน้ำตาที่ต่อไปถึงในจมูก ถ้าต่อมน้ำตาขับน้ำตาออกมามาก เช่นเมื่อร้องไห้ น้ำตาจะถูกระบายออกที่รูระบายน้ำตา และเข้าไป ในจมูก ทำให้คัดจมูกได้
ส่วนประกอบภายในดวงตา คือ ส่วนที่เรียกว่าลูกตา มีรูปร่างเป็นทรงกลมรี ภายในมีของเหลว ลักษณะเป็นวุ้นใสคล้ายไข่ดาวบรรจุอยู่เต็ม อวัยวะที่สำคัญของส่วนประกอบภายในลูกตา ได้แก่ ตาขาว ตาดำ แก้วตา และจอตา(Retina)หรือฉากตา
  1. ตาขาว (Sclera) คือส่วนสีขาวของนัยน์ตา ประกอบด้วยเนื้อเยื่อเหนียวไม่ยืดหยุ่นแต่แข็งแรง ทำหน้าที่หุ้มลูกตาไว้ ด้านหลังลูกตา มีกล้ามเนื้อยืดอยู่ 6 มัด ทำให้กลอกตาไปทางซ้ายขวา หรือขึ้น-ลงได้ ผนังด้านหน้าของลูกตาเป็นเนื้อเยื่อใสเรัยกว่า กระจกตา (Cornea) ซึ่งหากมีจุดหรือรอยถลอกเพียงเล็กน้อยจะรบกวน การมองเห็น และทำให้เคืองตาได้มากถ้าเป็นฝ้าขาวทำให้ตาบอดได้
  2. ตาดำ คือส่วนที่เป็น ม่านตา (Iris) มีลักษณะเป็นกล้ามเนื้อยืดหดได้และมีสีตามชาติพันธุ์ คนไทยส่วนใหญ่มีตาสีน้ำตาลเข้ม ดูเผินๆ คล้ายสีดำ จึงเรียกว่าตาดำ ตรงกลางม่านตามีรูกลม เรียกว่า รูม่านตา (Pupil) ซึ่งเป็นทางให้แสงผ่านเข้าทำให้เข้ารูม่านตาได้เหมาะ คือถ้าเราอยู่ในที่สว่างมาก ม่านตาจะหดแคบ รูม่านตาก็จะเล็กลง ทำให้แสงผ่านเข้าลูกตาได้น้อยลง เราจึงต้องทำตาหรี่ หรือหรี่ตาลง ถ้าอยู่ในที่สว่างน้อย ม่านตาจะเปิดกว้าง ทำให้แสงผ่านเข้าตาได้มากและทำให้มองเห็นภาพได้ชัดเจนขึ้น เราจึงต้องเบิกตากว้าง
  3. แก้วตา (Lens) อยู่หลังรูม่านตา มีลักษณะเป็นแผ่นใสๆ เหมือนแก้ว คล้ายเลนส์นูนธรรมดา มีเอ็นยึดแก้วตา (Ciliary muscle) ยึดระหว่าง แก้วตาและกล้ามเนื้อ และกล้ามนี้ยึดอยู่โดยรอบที่ขอบของแก้วตา กล้ามเนื้อนี้ทำหน้าที่ปรับแก้วตาให้โค้งออกมาเมื่อมาเมื่อมองภาพในระยะใกล้ และปรับแก้วตาให้แบนเมื่อมองในระยะไกล ทำให้มองเห็นภาพ ได้ชัดเจนทุกระยะ
  4. จอตา หรือฉากตา (Ratina) อยู่ด้านหลังแก้วตา มัลักษณะเป็นผนังที่ประกอบด้วยใยประสาทซึ่งไวต่อแสง เซลล์ของประสาทเหล่านี้ทำหน้าทั่เป็น จอรับภาพตามที่เป็นแล้วส่งความรู้สึกผ่านเส้นประสาทตา ซึ่งทอดทะลุออกทางหลังกระบอกตาโยงไปสู่สมอง เพื่อแปลความหมายให้เกิดความรู้สึกเห็นภาพ ทำให้เรารู้ว่าเรามองภาพอะไรอยู่
ข้อมูลจาก : http://www.pt.ac.th/ptweb/studentweb/body/arweb/c1/index.htm


ภาพจาก : http://www.indisain.com/download/Work_49,14666.0694d06975/
  1. เปรียบเทียบกับคนอื่นเช่น การนั่งดูโทรทัศน์ คนอื่นนั่งดูห่างจอทีวีเท่ากันกับตัวเรา เขามองเห็นชัดแต่เราเห็นไม่ชัด ต้องเลื่อนเข้าหรือถอยออกจึงจะเห็นชัด
  2. มีคนทักเราว่าเวลาจะดูอะไรทำไมต้องหรี่ตา หรือทำไมเราจำเขาไม่ได้ ไม่ยอมทักทายเขา
  3. เด็กๆ เวลามองดูอะไร ต้องก้มจนชิด หรือหรี่ตา บางคนอาจจะเอียงหน้า กระพริบตาบ่อยๆ นั่งดูโทรทัศน์ นั่งชิดจอมากกว่าเด็กคนอื่นๆ
  4. อ่านหนังสือไม่ทน ใช้สายตาแล้ว แสบตา น้ำตาไหล ปวดหัว ปวดเบ้าตา มึนศีรษะ คลื่นไส้ สู้แสงไม่ได้
ข้อมูลจาก : http://www.bangkokhealth.com/index.php/2009-01-19-03-20-19/804-2009-01-21-08-08-54


ภาพจาก : http://www.indisain.com/download/Education_13,3001.186cd81888/

สาเหตุของสายตาสั้นตั้งแต่กำเนิด

นพ.เทิดศักดิ์ พงษ์ศศิธร จักษุแพทย์ประจำโรงพยาบาลนครปฐมกล่าวว่า สาเหตุของปัญหาสายตาสั้นตั้งแต่กำเนิดนั้นมีอยู่ 3 ปัจจัยคือ กรรมพันธุ์ สิ่งแวดล้อม และการที่เด็กคลอดก่อนกำหนด
โดย ปัจจัยด้านกรรมพันธุ์นั้น หากพ่อหรือแม่สายตาสั้น โอกาสที่ลูกจะสายตาสั้นตั้งแต่กำเนิดมีเพียง 8-10 เปอร์เซ็นต์ แต่หากพ่อและแม่สายตาสั้นทั้งคู่ ลูกจะมีโอกาสสายตาสั้นตั้งแต่กำเนิดมากถึง 50 เปอร์เซ็นต์
สำหรับ ประเด็นเรื่องสิ่งแวดล้อม ระหว่างที่แม่ตั้งครรภ์นั้นหากมีอาการแพ้ท้อง รับประทานอาหารไม่ค่อยได้ หรือทานอาหารที่ไม่มีประโยชน์ ไม่ค่อยได้ทานโปรตีนก็มีส่วนทำให้เด็กสายตาสั้นตั้งแต่กำเนิดเช่นกัน

แม้ว่าสายตาของเด็กที่เพิ่งคลอดมาใหม่ๆจะมองไม่ค่อยชัดอยู่แล้ว แต่เมื่ออายุครบขวบปีแรกสายตาจะปรับและสามารถมองไกลได้มากขึ้น

ลักษณะ 5 ประการที่พ่อและแม่พึงสังเกตว่าลูกสายตาสั้นหรือไม่คือ
  1. เด็กชอบหยีตาเวลามอง เพราะการทำตาหยีจะทำให้หาจุดโฟกัสง่ายขึ้น มองภาพได้ชัดเจนมากขึ้น
  2. ชอบดูภาพและในระยะใกล้จนเกินไป
  3. มีอาการแสบตา
  4. เรียนไม่รู้เรื่องเพราะมองไม่เห็น
  5. ปวดศีรษะ และแสบตา
สำหรับ แนวทางหลีกเลี่ยงปัญหานี้ และข้อปฏิบัติในระหว่างการตั้งครรภ์นั้น แม่ควรทานอาหารที่มีประโยชน์ ทานให้ครบ 5 หมู่ และฝากครรภ์อย่างถูกต้อง กล่าวคือ เมื่อรู้ว่ามีการตั้งครรภ์ควรไปฝากครรภ์ทันที เพื่อป้องกันการคลาดเคลื่อนของอายุครรภ์ ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของการคลอดก่อนกำหนดได้
อย่างไรก็ดีเรื่องสายตาสั้นตั้งแต่กำเนิดนั้น แม้ว่าส่วนหนึ่งอาจมาจากกรรมพันธุ์ แต่ปัจจัยอื่นที่ทำให้ลูกต้องใส่แว่นตั้งแต่ยังเล็กมากนั้น ต้องอาศัยการดูแลเอาใจใส่ของพ่อแม่ และหมั่นสังเกตพฤติกรรมของลูกทุกช่วงอายุ
หากลูกมีพฤติกรรมที่ผิดปกติ ควรพามาพบแพทย์ทันที เพราะหากเด็กสายตาสั้นมากในระยะมากกว่า 600 ขึ้นไป ต้องตรวจจอประสาทตา เพราะอาจเกิดวุ้นน้ำตาเสื่อมและจอประสาทตาลอกตามมาได้

ที่มา: หนังสือพิมพ์ASTVและหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ

ข้อมูลจาก : http://www.thaihealth.or.th/node/6832


ภาพจาก : http://www.indisain.com/download/Work_17,14634.50e7240503/

สำำหรับผู้ที่ต้องทำงานกับคอมพิวเตอร์เป็นประจำอาจเคยรู้สึกทุกข์ทรมานกันมาบ้าง กับอาการปวดตา ปวดหลัง ปวดไหล่ แถมบางคนมีอาการตาแห้ง ตาเจ็บ มองจอภาพเบลอ และรู้สึกแสบตากับแสงจากห้าจอ ลามปามปวดเมื่อยจากหลังไปถึงไหล่ ไหล่ไปถึงคอ จนทำงานไม่สบาย


อาการเหล่านี้ เป็นผลมาจาก การใช้สายตา จ้องที่จอภาพนานๆ จนทำให้เกิดความตึงเครียด (Computer Eye Strain) นั่นเอง วิธีแก้ไขไม่ให้อาการเจ็บปวดทุกข์ทนจากการทำงาน ซึ่งหน่วยงาน Prevent Blindness America แห่ง สหรัฐอเมริกา ได้แนะนำวิธีแก้ไขอาการง่ายๆ ด้วยตัวเอง ดังนี้
  • วางจอภาพ ให้ต่ำกว่า ระดับสายตา และห่างจากตาประมาณ 20-26 นิ้ว
  • ปรับลดแสงจ้า และกระจกสะท้อนแสงของจอภาพ การใช้แผ่นกรองแสง จะช่วยลดอาการแสบตา ได้อีกทางหนึ่ง
  • ลุกขึ้นยืดเส้นยืดสาย และพักสายตาบ่อยๆ ถ้าเป็นไปได้ ควรคั่นงาน ใช้เครื่อง
  • จับกระดาษยกเอกสาร ไว้ระดับเดียวกับหน้าจอ เพื่อไม่ต้องก้มดูเอกสาร ซึ่งจะลดอาการปวดคอ หลัง และไหล่ได้
  • ใช้น้ำตาเทียม เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้ดวงตา
หรือถ้าอาการไม่ดีขึ้น ก็ควรปรึกษาจักษุแพทย์ และถ้าจะให้ดีควรตรวจสายตาเป็นประจำด้วย

ข้อมูลจาก : http://www.saranair.com/article.php?sid=4200


ภาพจาก : http://www.indisain.com/download/Colorado_Plateau,16119.d56c478806/

โดย นายแพทย์ศุภวัฒน์ หงส์สาคร
จักษุแพทย์ โรงพยาบาลศิขรินทร์

แว่นกันแดดที่ดีควรเป็นอย่างไร
แว่นกันแดดมีหน้าที่ปกป้องอันตรายจากแสง UV แสงที่มีความเข้มสูง แสงจ้าที่เกิดจากการสะท้อนแสงของวัตถุที่มีความมันวาว ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการตาพร่าชั่วขณะ รวมถึงเพิ่มความคมชัด (Contrast) ของการมองเห็นภูมิประเทศด้วย แว่นกันแดดที่ดีควรมีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่กล่าวมานี้

การตัดแสง
ปัจจุบัน สามารถผลิตเลนส์ที่สามารถลดความเข้มแสงได้ถึง 97% แล้ว ทำให้เหมาะกับการใช้งานที่ต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมที่แสงจ้ามากๆ เช่น นักปีนเขา เล่นสกีหิมะ สำหรับการใช้งานทั่วๆไป เช่น การเดินเล่นตามชายหาด ขับรถ หรือ กิจกรรมกลางแจ้งธรรมดา ใช้เลนส์ที่มีการตัดแสง 70-80% ก็เพียงพอแล้ว

สีของเลนส์
เลนส์ สีต่างกัน ก็สามารถดูดกลืนแสงสีในแสงแดดได้ต่างกัน จึงเหมาะกับสภาพการใช้งานที่ต่างกันออกไปด้วย เช่น เลนส์สีเหลือง หรือสีน้ำตาล นิยมใช้กันแสงสะท้อนในยามกลางวันและกลางคืน เลนส์สีชา และสีเทาดำ ใช้สำหรับกันแสงจ้าทั่วไป เลนส์สีม่วง หรือสีกุหลาบ เหมาะกับการใช้เดินป่า ล่าสัตว์ หรือการเล่นกีฬาทางน้ำ

การใช้แว่น กันแดด ไม่ใช่การใช้เพื่อเป็นไปตามแฟชั่นตามที่ทุกคนเข้าใจอีกต่อไปแล้ว เพราะดวงตาเป็นสิ่งที่เราต้องปกป้องจากแสงแดดเหมือนกับที่เราต้องปกป้องผิว จากแสงแดด เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดกับดวงตา หากเราต้องทำกิจกรรมที่อยู่ท่ามกลางแสงมากๆ

ข้อมูลจาก : http://www.saranair.com/article.php?sid=17679

"ดวงตา" เป็นอวัยวะหนึ่งที่มีความละเอียดอ่อน ซับซ้อน และยังเป็นอวัยวะที่ต้องปะทะกับแสงแดดทุกวัน แสงอุลตร้าไวโอเลตจากแสงแดดเป็นแหล่งของอนุมูลอิสระที่ทำลายตาของเรา เป็นสาเหตุของต้อกระจกและจอประสาทตาเสื่อม ซึ่งนำไปสู่สาเหตุการตาบอดในผู้สูงอายุ พบได้ในวัย 65 ปีขึ้นไป นอกจากแสงแดดแล้ว บุหรี่และอาหารที่ขาดสารต้านอนุมูลอิสระ (แอนติออกซิแดนท์) เป็นสิ่งส่งเสริมให้เกิดต้อกระจกและประสาทตาเสื่อม ปัจจัยดังกล่าวสามารถป้องกันได้โดยการใช้แว่นยูวีหรือสวมหมวก ไม่สูบบุหรี่หรือเลี่ยงการอยู่ในบริเวณที่สูบบุหรี่ และบริโภคอาหารที่มีสารต้านแอนติออกซิแดนท์สูงๆ

สารอาหารที่ช่วยรักษาสุขภาพของดวงตาและลดอนุมูลอิสระที่จะทำลายเลนส์ตา คือสารแอนติออกซิแดนท์ (วิตามินซี อี เบตาแคโรทีน ลูทีน ซีแซนทิน สังกะสี และไบโอฟลาโวนอยด์) สารแอนติออกซิแดนท์ เช่น วิตามินอีและซี ช่วยลดอันตรายจากอนุมูลอิสระในแสงแดดที่ทำลายจอตา จากการวิจัยของสถาบันแห่งชาติสหรัฐอเมริกา (The National Eye Institute) พบว่า การเสริมวิตามินอีร่วมกับสังกะสีในผู้ที่อายุ 55 ปีขึ้นไป จะช่วยลดปัญหาตาบอดจากจอประสาทตาเสื่อมได้

- เบตาแคโรทีน เป็นสารอาหารที่ร่างกายเปลี่ยนเป็นวิตามินเอ ซึ่งช่วยในการมองเห็นในที่มืด และยังเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ให้ประโยชน์ต่อสุขภาพตา ช่วยบำรุงรักษาดวงตาและป้องกันโรคตาหลายชนิด เช่น ต้อกระจก โรคตาบอดกลางคืน และยังช่วยให้ผิวเยื่อเมือกต่างๆ ในร่างกายชุ่มชื่นขึ้นอีกด้วย

- ลูทีน (Luteine) และ ซีแซนทิน (Zeaxanthin) เป็นสารแคโรทีนอยด์ชนิดหนึ่งมีสีเหลือง พบมากในพืชผักที่มีสีเหลืองและสีเขียวเข้ม เช่น ผักกาด คะน้า ปวยเล้ง ลูทีนและซีแซนทิน เป็นสารธรรมชาติที่พบมากในตาบริเวณจุดรับภาพและจอประสาทตา ทำหน้าที่ช่วยกรองหรือป้องกันรังสีจากแสงแดด ช่วยปกป้องเซลล์ของจอประสาทตาไม่ให้ถูกทำลายโดยการลดอนุมูลอิสระที่ทำลายดวง ตา และกรองแสงสีน้ำเงินที่จะทำลายดวงตา ร่างกายจำเป็นต้องได้รับสารลูทีนจากอาหาร ส่วนสารซีแซนทิน นอกจากจะได้จากอาหารส่วนหนึ่งแล้ว ร่างกายสามารถเปลี่ยนสารลูทีนในตาเป็นสารซีแซนทินได้ ปริมาณลูทีน 6 มก./วัน ช่วยลดความเสี่ยงจอประสาทตาเสื่อมถึงร้อยละ 50 ดังนั้นผู้ที่บริโภคผักผลไม้หลายๆ สีเป็นประจำสามารถลดความเสี่ยงโรคจอประสาทตาเสื่อมเนื่องจากผลไม้จะเป็น แหล่งของสารต้านอนุมูลอิสระดังกล่าว

- ไบโอฟลาโวนอยด์ พบได้ในบูลเบอร์รี่หรือบิลเบอร์รี่ องุ่นแดง ส้ม และเครนเบอร์รี่ ไบโอฟลาโวนอยด์ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ คือ สารแอนโธไซยานิดิน ช่วยป้องกันเลนส์ตา และสร้างความแข็งแรงให้กับสารคอลลาเจน ซึ่งเป็นโครงสร้างของคอร์เนีย (Cornea) และเส้นเลือดฝอยในตา
สารสกัดบิลเบอร์รี่ได้รับความนิยมสูงมากรองจากลูทีน นอกจากจะช่วยป้องกันเลนส์ตาแล้ว ยังช่วยให้มองเห็นในที่มืดหรือที่มีแสงสลัวๆ ได้ชัดเจนขึ้น

- บิลเบอร์รี่ เป็นพืชสมุนไพรที่ใช้กันมาตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เนื่องจากนักบินทหารอากาศของอังกฤษสังเกตเห็นว่า การบริโภคแยมบิลเบอร์รี่ก่อนที่จะออกบินในเวลากลางคืน ช่วยให้สายตาทำงานในที่มืดดีขึ้น
ใน ทศวรรษที่ 1960 นักวิจัยชาวฝรั่งเศสพบว่า สารแอนโธไซยานิดินสกัดจากบิลเบอร์รี่ ช่วยให้สายตาทำงานดีขึ้นในที่มืดและมีความไวในที่มีแสงน้อยๆ ดีกว่า หลังจากนั้นได้มีการทำวิจัยอีกหลายครั้ง การวิจัยในผู้ควบคุมหอบังคับการเครื่องบิน 14 คน ซึ่งต้องทำงานกลางคืนพบว่า หลังจากที่ได้รับบิลเบอร์รี่สกัด 8 วัน สายตาสามารถปรับในความมืดได้ดี หรือการปรับสายตาหลังจากที่ต้องอยู่ในแสงจ้ามากดีขึ้น งานวิจัยในอิตาลีพบผลเช่นเดียวกัน แต่ระยะเวลาการปรับของสายตาเร็วขึ้นกว่าเดิมถึง 2 วัน หลังจากที่ได้รับแอนโธไซยาโนไซด์วันละ 150 มก. และผลจากบิลเบอร์รี่หมไปภายใน 1 เดือน หลังจากที่หยุดรับประทาน
บิล เบอร์รี่ เป็นผลไม้สมุนไพรที่มีความปลอดภัยและไม่พบพิษ โดยผลจากการวิจัยต่างๆ ไม่พบผลข้างเคียง ดังนั้น นักวิจัยจึงสนใจที่จะศึกษาต่อเนื่อง เพื่อตอบสนองความต้องการมีสุขภาพดีของมนุษย์ด้วยการบำรุงรักษาอย่างถูกวิธี

ปัจจัย เสี่ยงจากสิ่งแวดล้อมที่จะทำลายเลนต์ตาและทำให้จอประสาทตาเสื่อมนั้น เป็นสิ่งที่สามารถปรับเปลี่ยนได้โดยการใช้แว่นกันแดดที่สกัดกั้นสารยูวี เลิกสูบบุหรี่ และบริโภคผักผลไม้ที่มีสารแอนติออกซิแดนท์และสารแอนโธไซยานิดินสูง การบริโภคผักและผลไม้วันละ 9 ส่วน ช่วยลดความเสี่ยงต้อกระจกและจอประสาทเสื่อม ผักผลไม้หลายชนิดที่มีสารลูทีนและซีแซนทิน รวมถึงสารแอนโธไซยานิดินสูง เป็นแหล่งที่ดีของวิตามินซี อี และเบตาแคโรทีนเช่นกัน บิลเบอร์รี่หรือบลูเบอร์รี่สดวันละ 1/2-1 ถ้วยตวง ให้สารแอนโธไซยานิดินเท่ากับที่ร่างกายต้องการในการรักษาสุขภาพตา นอกจากนี้การบริโภคผักผลไม้หลากหลายเพิ่มขึ้น ยังช่วยในการรักษาสุขภาพด้านอื่นๆ ด้วย

ที่มา..หนังสือ นิตยสารใกล้หมอ ปีที่ 27 ฉบับที่ 1 กุมภาพันธ์ 2546
ข้อมูลจาก : http://www.elib-online.com/doctors46/food_eye001.html


ภาพจาก : http://www.indisain.com/download/People_27,8746.26e1834304/

ตาเป็นอวัยวะที่สำคัญของร่างกาย ด้งนั้นการถนอมดวงตาไว้ใช้งานได้นานและอยู่ในสภาพดี จึงเป็นสิ่งที่จำเป็น ซึ่งมีวิธีปฎิบัติดังนี้
  1. อย่าใช้งานสายตาอย่างหนักเป็นเวลาต่อเนื่องกันนานเกินควร โดยถ้าจำเป็นก็ควรพักสายตาบ่อยๆ
  2. การอ่านหนังสือ ต้องมีแสงสว่างเพียงพอ โดยควรมีแสงส่องจากทางซ้าย ค่อนไปหลังเล็กน้อย และตาควรห่างจากหนังสือประมาณ 1 ฟุต
  3. การดูโทรทัศน์ ควรดูในห้องที่มีแสงสว่างพอสมควร และควรนั่งให้ห่างจากโทรทัศน์ประมาณ 5 เท่าของขนาดจอโทรทัศน์ เช่น โทรทัศน์ขนาด 14" (วัดทแยงมุม) ควรนั่งห่างจากโทรทัศน์ 14 x 5 = 70 " = 70/12 ฟุต = 5.83. = ประมาณ 6 ฟุต
  4. เมื่อมีฝุ่นละอองหรือเศษผงเข้าตา อย่าใช้มือขยี้ตา ควรใช้น้ำสะอาด หรือน้ำยาล้างตาชะล้างเอาฝุ่นออก
  5. หลีกเลี่ยงการมองแสงที่จ้า เช่น ดวงอาทิตย์ หรือสิ่งของสีขาวที่วางอยู่กลางแดดเพราะจะทำให้เซลล์ประสาทตาเสื่อมได้
  6. ระมัดระวังอุบัติเหตุที่อาจเกิดกับตาได้ เช่น ห้ามให้ของแหลมอยู่ใกล้ตา ไม่เล่นขว้างปาหรือยิงหนังยางใส่กัน
  7. ไม่ควรใช้ืสิ่งของที่อาจนำเป็นสื่อนำโรค ร่วมกันกับผู้อื่น เช่นแว่นตา ผ้าเช็ดหน้า เพราะอาจติดเชื้อได้
  8. เวลานอนควรปิดไฟ เพื่อให้ดวงตาได้พักผ่อนเต็มที่
  9. ควรกินอาหารที่ให้วิตามินเอประจำ เช่น ไข่ นม น้ำมันตับปลา ผักผลไม้สีเหลือง เป็นต้น
  10. เมื่อมีความผิดปกติเกี่ยวกับดวงตา เช่นมองเห็นภาพไม่ชัด ตาบวม คันตา ฯลฯ ควรไปปรึกษาจักษุแพทย์
ข้อมูลจาก : http://www.pt.ac.th/ptweb/studentweb/body/arweb/c1/index.htm


ภาพจาก : http://www.teagleoptometry.com/images/glasses2.jpg

เมื่อปี ค.ศ. 1290 ชาวอิตาเลียน ชื่อ ซาลวิโน อาร์มาติ นักประดิษฐ์ และนักค้นคว้าได้สร้างแว่นตาที่ใช้มองวัตถุให้ใหญ่ขึ้นได้เป็นผลสำเร็จ นับเป็นครั้งแรกของแว่นตาที่มีใช้ในโลก
นำมาจาก : ครั้งแรกของโลก โดย บัญชา มัติศิลปิน

ข้อมูลจาก : http://www.rmutphysics.com/CHARUD/scibook/sciencebook3/2/index55.htm

วิธีนี้ป็นประโยชน์ต่อผู้ที่ต้องทำงานอยู่หน้าคอมพิวเตอร์เป็นประจำ

"วิธีของเบตส์" ได้รับการยืนยันจากจักษุแพทย์จำนวนมากว่าเป็นการฝึกดวงตาที่เป็นระบบช่วยรักษาสายตาคนไข้ได้เป็นจำนวนมาก


ภาพจาก : http://www.indisain.com/download/Education_6,2994.85abd56559/

วิธีนี้คิดค้นขึ้นโดยจักษุแพทย์ชาวอเมริกันชื่อว่า นายแพทย์ วิลเลียม เอช. เบตส์ (ค.ศ. 1860-1931)
โดยในวันหนึ่งนายแพทย์เบตส์กลับจากทำงานด้วยดวงตาอันอ่อนล้า เขานั่งลงที่โต๊ะทำงานในห้องที่ยังไม่ได้เปิดไฟ วางข้อศอกทั้งสองข้างลงบนโต๊ะ โค้งอุ้งมือทั้งสองวางครอบดวงตาของตน หลับตาพักผ่อนในท่านั้นอยู่สิบนาที พอลืมตาขึ้นอีกครั้งหนึ่งเขารู้สึกว่าอาการปวดเมื่อยดวงตาหายไป แถมมองเห็นสิ่งต่างๆ ในห้องชัดเจนขึ้นกว่าเก่าอีกด้วย

จากจุดเริ่มต้นดังกล่าว นายแพทย์เบตส์ได้ค้นคิดวิธีการฝึกสายตาอย่างธรรมชาติเพื่อพักผ่อนกล้ามเนื้อตาและช่วยรักษาสายตาให้ดีขึ้นโดยนายแพทย์เบตส์ได้เขียนหนังสือชื่อ Perfect Sight without Glasses ซึ่งเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลาย แม้ภายหลังเขาเสียชีวิตแต่วิธีการของนายแพทย์เบตส์ยังได้รับการเผยแพร่โดยแพทย์ทั้งหลายทั่วยุโรปและอเมริกา

"วิธีของเบตส์" มี 7 ท่าด้วยกัน


ท่าที่ 1 ครอบดวงตา
ครอบดวงตา ด้วยการโค้งอุ้งมือทั้งสองครอบดวงตาไว้เฉย ๆ ระวังอย่าให้อุ้งมือกดทับดวงตา นึกถึงบรรยากาศที่ผ่อนคลาย เช่น วันพักผ่อนสุดสัปดาห์ตามป่าเขาหรือชายทะเลอยู่ในท่านี้สักประมาณ 10นาที

ท่าที่ 2 สร้างจินตภาพ
ต่อจากท่าที่ 1 ยังคงครอบดวงตาอยู่แล้ว สร้างจินตภาพว่าตนเองกำลังมองวัตถุบางอย่างที่มีสีสันสดใส มีรายละเอียดต่าง ๆ ที่ชัดเจน เช่น มองเห็นดอกเบญจมาศสีเหลืองสวย เห็นกลีบดอกแต่ละกลีบละเอียดชัดเจน สายตาที่คมชัดจากจินตนาการของเราเองจะช่วยเยียวยาสายตาจริง ๆ ของเราได้เป็นอย่างดี

ท่าที่ 3 กวาดสายตา
กวาดสายตา มองแบบไม่ต้องจ้อง เพราะคนที่สายตาสั้นมักจะจ้องและเขม้นตา กวาดสายตาไปตามวัตถุที่อยู่ไกล ๆ ทางโน้นบ้าง ทางนี้บ้าง ทำให้ตาของเราได้ผ่อนคลาย

ท่าที่ 4 กะพริบตา
กะพริบตา ฝึกนิสัยให้กะพริบตา 1-2 ครั้ง ทุก 10 วินาที ช่วยให้แก้วตาสะอาดและมีน้ำเหลืองหล่อเลี้ยง โดยเฉพาะคนที่สวมแว่นตาสะอาดและมีน้ำหล่อเลี้ยง โดยเฉพาะคนที่สวมแว่นหรือคอนแทคเลนส์ยิ่งจำเป็น

ท่าที่ 5 โฟกัสภาพใกล้และไกล
โฟกัสภาพที่ใกล้และไกล เหยียดแขนซ้ายไปให้ไกลที่สุด ตั้งนิ้วชี้มือซ้ายขึ้นเพื่อเป็นจุดโฟกัส ขณะเดียวกันตั้งนิ้วชี้มือขวา ให้ห่างจากใบหน้า สัก 3 นิ้ว โฟกัสภาพที่แต่ละนิ้วสลับกันไปมา ทำบ่อย ๆ เมื่อโอกาสอำนวย

ท่าที่ 6 ชโลมดวงตา
หลังตื่นนอนทุกเช้าให้ใช้มือวักน้ำชโลมดวงตาด้วยน้ำอุ่นสัก 20 ครั้ง สลับกับการวักน้ำเย็นชโลมดวงตาอีก 20 ครั้ง ทั้งนี้เพื่อช่วยให้เลือดหมุนเวียนมาเลี้ยงดวงตาดีขึ้น การวักน้ำเย็นช่วยให้กล้ามเนื้อดวงตาและหนังตากระชับไม่หย่อนยาน ก่อนเข้านอนให้กวักน้ำชโลมดวงตาอีกครั้งหนึ่ง แต่คราวนี้ชโลมด้วยน้ำเย็นก่อนแล้วตามด้วยน้ำอุ่น จะทำให้กล้ามเนื้อตาและหนังตาได้ผ่อนคลายก่อนเข้านอน

ท่าที่ 7 แกว่งตัว
แกว่งตัว ยืนแยกเท้าเท่ากับช่วงไหล่ แกว่งตัวไปมาจากซ้ายไปขวา ถ่ายน้ำหนักตัวบนขาแต่ละข้างสลับไปมา สายตามองไปไกลๆ แต่ไม่ต้องจ้อง ปล่อยให้จุดที่เรามอง แกว่งไปมาซ้ายขวาตามการแกว่งตัว ท่านี้จะทำให้ดวงตาได้พัก และมีการปรับตัวดีขึ้น ทำบ่อย ๆ เมื่อมีโอกาส เปิดเพลงคลอไปด้วยก็ได้

www.SiamContact.com
คอนแทคเลนส์คุณภาพสูงจากบริษัทชั้นนำ บริการส่งทั่วประเทศไทย
ยินดีต้อนรับทุกท่านสู่เว็ปไซต์ขายคอนแทคเลนส์คุณภาพสูงจากบริษัทชั้นนำ และผลิตภัณฑ์ที่ใช้กับคอนแทคเลนส์อื่นๆ อีกมากมาย
บริการส่งทั่วประเทศไทยครับ (ส่งฟรีเมื่อสั่งซื้อสินค้าครบ 900 บาท) พร้อมส่งแบบ EMS และ แบบพัสดุเก็บเงินปลายทาง (พ.ก.ง.)
ต้วอย่างสินค้าเช่น ACUVUE (JOHNSON & JOHNSON), ALCON, FOCUS (CIBA VISION), MAXIM, SOFLENS (BAUSCH & LOMB)




Google Groups
สมัครสมาชิก thaioptic
อีเมล:
เยี่ยมชมกลุ่มนี้

ไทยออพติค รวมบทความเื่ืี่กี่ยวกับดวงตา การดูแลสุขภาำพตา และปัญหา์์์์์์์์ทางด้านสายตา